OLP - NGO

The Organization of the Promotion on the use of Law to Develop People Quality.
องค์การส่งเสริมการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน.


จำนวนผู้เข้าชม website

รมว.คลังสั่งถอนใบอนุญาตบริษัทประกันภัย สนง.คปภ.แก้ไขไม่เป็นธรรม

     ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัท เอ.พี.เอฟ.อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ จำกัด เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2553 ตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1583/2553 นั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สนง.คปภ.) ในฐานะผู้กำกับดูแลบริษัทประกันภัยได้ให้โอกาสแก่บริษัทในการแก้ไขปัญหาของบริษัทมาเป็นระยะเวลาพอสมควร บริษัทฯไม่สามารคแก้ไขปัญหาฐานะการเงินของบริษัทได้ เพื่อไม่ให้ผู้ประกันภัย หรือประชาชนได้รับความเสียหาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 สั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัท เอ.พี.เอฟ.อินเตอร์เนชั่นแนลอินชัวรันส์ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค.2553 ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชน หรือผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายเพิ่มเติม

     จากปัญหาดังกล่าว สนง.คปภ. ได้รับความร่วมมือจาก 19 บริษัทประกันภัยเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัย และผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัย ในกรณีที่กรมธรรม์ยังมีระยะเวลาคุ้มครองเหลืออยู่ ให้ผู้เอาประกันภัยทำประกันภัยกับบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ โดยสามารคซื้อความคุ้มครอง 1 ปี แล้วบริษัทประกันภัยจะขยายระยะเวลาความคุ้มครองเพิ่มเติมให้เท่ากับระยะเวลาประกันภัยที่เหลือตามกรมธรรม์ประกันภัยเดิม หรือบริษัทประกันภัยอาจให้ส่วนลดค่าเบี้ยประกันสำหรับระยะเวลาคุ้มครองที่เหลืออยู่ โดยผู้เอาประกันภัยจะต้องโอนสิทธิที่จะได้รับเบี้ยประกันภัยสำหรับเวลาที่เหลืออยู่จากผู้ชำระบัญชี กองทรัพย์สินของบริษัทในคดีล้มละลาย หรือจากกองทุนประกันวินาศภัยให้แก่บริษัทที่รับประกันใหม่

     ดูตามแนวทางแก้ไขปัญหาของ สนง.คปภ. ถ้าพิจารณาอย่างผิวเผินเห็นว่า สนง.คปภ.พยายามแก้ปัญหาให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักให้ผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายน้อยที่สุดด้วยการหาบริษัทมารองรับปัญหาดังกล่าว แต่ถ้าพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนพบว่า สนง.คปภ.แก้ปัญหาดังกล่าวผิดพลาดทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ได้รับประโยชน์ และยังต้องเสียประโยชน์อย่างไม่ควรจะเสียอีกด้วย ปัญหาดังกล่าวแก้ไขได้ไม่ยากเพียงแค่ สนง.คปภ.ปฏิบัติตามแนวทางที่กฎหมายกำหนด ด้วยการปฏิบัติตามกรมธรรม์ประกันภัย หมวดเงื่อนไขทั่วไป ภายใต้การคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นแห่งกรมธรรม์ประกันภัย บริษัทให้สัญญาต่อผู้เอาประกันภัยดังนี้

     การสิ้นผลบังคับของกรมธรรม์ประกันภัย จะสิ้นผลบังคับเมื่อ วันที่ เวลา ที่ระบุไว้ในตาราง หรือมีการบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัย ในกรณีบริษัทเป็นผู้บอกเลิก : บริษัทอาจบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยนี้ได้ด้วยการส่งหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงผู้เอาประกันภัยตามที่อยู่ครั้งสุดท้ายที่แจ้งให้บริษัททราบ ซึ่งจะมีผลให้กรมธรรม์สิ้นผลบังคับ ณ วันพ้นกำหนดดังกล่าว “ในกรณีนี้บริษัทจะคืนเบี้ยประกันให้แก่ผู้เอาประกันภัย โดยหักเบี้ยประกันภัยสำหรับระยะเวลาที่กรมธรรม์ประกันภัยได้ใช้บังคับมาแล้วออกตามส่วน” แต่ในกรณีผู้เอาประกันภัยเป็นผู้บอกเลิก : ผู้เอาประกันภัยอาจบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยนี้ได้ โดยแจ้งให้บริษัททราบเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งจะมีผลให้กรมธรรม์ประกันภัยสิ้นผลบังคับ ณ วันที่บริษัทได้รับหนังสือบอกเลิก หรือวันที่ระบุในหนังสือบอกเลิก แล้วแต่ว่าวันใดเป็นวันหลังสุด ในกรณีนี้ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิได้รับเบี้ยประกันคืนตามอัตราคืนเบี้ยประกันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

     อย่างกรณีของ น.ส.ปารมี เพชรมุณี ที่อยู่ 503/27 อาคารเค เอส.แอล.ทาวเวอร์ ชั้น 16 ถนนศรีอยุธยา แขวงถนนพญาไทย เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ได้ทำประกันภัยรถยนต์ กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ : 00011V1D/5303/01140-2 ไว้กับบริษัท เอ.พี.เอฟ.อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ จำกัด ด้วยทุนประกันความเสียหายต่อรถยนต์ 520,000 บาท/ครั้ง โดยจ่ายเบี้ยประกันภัยสุทธิ 30,673 บาท ค่าอากร 123 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,115.72 บาท รวมเป็นเงิน 32,951.72 บาท ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่12 มี.ค.2553 สิ้นสุดวันที่ 12 มี.ค.2554

     สนง.คปภ.แจ้งให้ทราบว่าบริษัท เอ.พี.เอฟ.ฯได้ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ขอให้ไปติดต่อ คปภ.เพื่อแก้ปัญหา เจ้าหน้าที่ของ คปภ. แนะนำให้เลือกทำประกันภัยกับ 19 บริษัทตามรายละเอียดและเงื่อนไขดังกล่าวหรือจะเลือกขอคืนเบี้ยประกันภัย เมื่อพิจารณาในเงื่อนไขจึงเลือกที่จะขอคืนเบี้ยประกันภัย เจ้าหน้าที่ คิดเบี้ยคืนให้15% ในเงื่อนไขผู้เอาประกันภัยเป็นผู้บอกเลิก จำนวนวันประกันภัย 275 วัน แต่กรณี น.ส.ปารมีฯไม่ได้เป็นผู้บอกเลิกกรมธรรม์ บริษัทประกันภัยเป็นผู้บอกเลิกเองเนื่องจากถูกเพิกถอนใบอนุญาต ถ้า สปภ.ปฏิบัติตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ บริษัทเป็นผู้บอกเลิก บริษัทต้องคืนเบี้ยประกันภัยให้ผู้เอาประกันตามส่วน กรณีนี้ น.ส.ปารมียังเหลือเวลาจนกว่าวันสิ้นสุดสัญญาเป็นเวลา 90 วัน บริษัทประกันภัยต้องคืนเบี้ยตามส่วน ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ บริษัทต้องจ่ายเบี้ยคืน 25 % ส่วนต่าง 10 % ลองคิดดูจ่ายเบี้ยประกัน 3 หมื่นกว่า 10% เป็นเท่าไรใครรับผิดชอบ

     กรณี น.ส.ปารมี เป็นตัวอย่างให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สนง.คปภ.) คิดใหม่ ทำใหม่ได้ไม่ยาก ด้วยการจ่ายเบี้ยประกันคืนให้ผู้เอาประกันในเงื่อนไขการสิ้นสุดผลบังคับของกรมธรรม์ประกันภัย เงื่อนไขบริษัทเป็นผู้บอกเลิก ด้วยการจ่ายเบี้ยประกันให้ผู้เอาประกันโดยหักเบี้ยประกันสำหรับระยะเวลาที่กรมธรรม์ประกันภัยได้ใช้บังคับมาแล้วออกตามส่วน จากนั้นผู้ประกันภัยจะไปทำประกันภัยกับใคร บริษัทไหนก็สามารใช้ดุลพินิจคิดด้วยตัวเองไม่ต้องถูกบังคับด้วยเงื่อนไขที่ผู้เอาประกันภัยไม่มีทางเลือก...

ความเห็นเกี่ยวกับบทความนี้

ร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับบทความนี้

ความเห็น
โดยคุณ