OLP - NGO

The Organization of the Promotion on the use of Law to Develop People Quality.
องค์การส่งเสริมการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน.


จำนวนผู้เข้าชม website

ปลดหนี้กองทุน “กยศ.” คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อคนไทยอีกกลุ่ม

     ในอดีตชาวชนบทที่มีฐานะยากจนเฉพาะคนที่มองเห็นคุณค่าของการศึกษามักจะขายหรือจำนำที่ดินทำกินส่งให้บุตรหลานได้เล่าเรียนในระดับชั้นที่สูงพอที่จะหางานทำเป็นเจ้าคนนายคนได้ การเรียนระดับชั้นปริญญาตรียังไม่มีใครไฝ่ฝัน เพียงแค่ระดับชั้นมัธยมปลายหรือประกาศนียบัตรสายอาชีพก็รีบจบเพื่อหางานทำ ลองดูตามประวัติของผู้อำนวยการสำนักงานสายอาชีพทางการเกษตรกรรมหรือสายวิชาช่างน้อยคนนักที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้วมามีงานทำ ส่วนมากจบระดับชั้นประกาศนียบัตรก็เริ่มทำงานแล้ววุฒิปริญญาตรีเพิ่งมามีเอาช่วงมีการมีงานทำ สาเหตุไม่ใช่ไม่อยากเรียนในระดับสูงสุดแต่ที่เรียนไม่ได้เหตุผลเดียวเท่านั้น ไม่มีทุนจะเรียนต่อ พ่อบอกทำงานก่อน ไม่มีเงินจะส่งแล้วส่วนที่ดินพอเหลืออยู่บ้างไว้ทำกิน ส่วนที่จำนำไว้รอให้อ้ายไข่มาไถ่คืน นี่คือความจริงเมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมา

     ขายที่นาส่งลูกเรียนกับกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กองทุน กยศ.) เชื่อว่ามีเป้าหมายเดียวกันคือสร้างคน สร้างชาติ ขายที่นาส่งลูกเรียนจบมีงานทำพ่อแม่พึ่งพาในยามแก่เฒ่า เท่านั้นจริงๆของพ่อแม่ ที่นาหมดยังอดภูมิใจในตัวลูกไม่หาย กองทุน กยศ. ถ้าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงเพื่อให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพในการศึกษา วันนี้ถ้าคิดว่าขายนาให้ลูกเรียน ปลดหนี้กองทุน “กยศ.” เพื่อให้ทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของชาติได้มีโอกาสเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความภาคภูมิใจในความเป็นผู้ที่ได้เรียนรู้ที่ กู้เงิน กยศ.เรียนจบในระดับที่ตั้งใจแล้วออกหางานทำเพื่อสร้างตนเอง สร้างครอบครัวและสร้างชาติต่อไปเหมือนเช่นชาวชนบทขายที่นาส่งลูกเรียนหนังสือสุดท้ายที่นาหมดเหลือเพียงความรู้และความภาคภูมิใจในตัวลูก

     ถ้าในอดีตจำนำที่นาส่งให้ลูกเรียน ลูกจบออกมาหางานทำไม่ได้ไม่มีเงินไถ่ที่นา โดนยึดที่นาลูกจบออกมาไม่มีงานทำกับวันนี้ไม่มีที่นาจะจำนำส่งให้ลูกเรียนหนังสือ ลูกกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีลุง ป้า น้า อาเป็นผู้ค้ำประกัน ตั้งแต่จบออกมายังหางานทำไม่ได้ ไม่มีเงินส่งคืนตามสัญญา ลุง ป้า น้า อาเป็นผู้ค้ำประกัน ต่างได้รับหมายศาลครั้งแรกในชีวิตเป็นจำเลยค้ำประกันเงินกู้ให้ลูกหลานเรียนหนังสือ สำหรับคนที่ด้อยปัญญา ด้อยโอกาสทางสังคมไม่มีอะไรท้อแท้ ซ้ำอก เสียใจ น้ำตารินไหลลงในหมายเรียกจำเลย ที่มีตัวหนังสือตัวโตอ่านชัดเจนว่า ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด การปิดหมายให้มีผลทันที เท่านี้ก็พอที่จะทำให้รู้สึกน้อยใจ เศร้าใจที่เกิดมาเป็นคนไทยได้มากทีเดียว ความรู้สึกอย่างนี้สำหรับท่านที่มีเกียรติในสภาผู้แทนราษฎรยากที่จะสัมผัสและเข้าใจได้ แต่ถ้าพอจะมีใครเข้าใจบ้าง ลองปลดหนี้กองทุน “กยศ.” คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อคนไทยอีกกลุ่ม คงเป็นเรื่องที่ได้บุญกุศลมากอีกเรื่องหนึ่งทีเดียว

     นายสราวุฒิ ปิยะ อยู่บ้านเลขที่ 33/1 หมู่ที่ 2 ต.วัดขนุน อ.สิงหนคร จ.สงขลา ได้รับหมายเรียกจำเลย จากศาลแขวงสงขลา พร้อมพวก จำนวน 4 คนที่เป็นลุง ป้า น้า อา เป็นจำเลยในคดีที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยนายกุศล โอมาก ผู้รับมอบอำนาจช่วง เป็นโจทย์ ฟ้องเรื่องกู้ยืม,ค้ำประกัน ทนายโจทย์ บรรยายฟ้องไว้อ่านแล้วน่ากลัวมากสำหรับผู้ด้อยปัญญา ด้อยโอกาสทางสังคม จำเลยที่1 ได้กู้ยืมเงินจากโจทย์เพื่อนำไปเป็นทุนการศึกษาจำนวน 3 ครั้งรวมเป็นเงิน 78,400 บาทเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำเลยที่2,ที่3 และที่4 ได้เข้าผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่1 ขอศาลโปรดออกหมายเรียกจำเลยมาพิจารณาพิพากษาและบังคับจำเลย ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 85,659.98 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ1 ต่อปีและเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน นับจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยที่ 2,ที่3 และที่4 ร่วมชำระเงินจำนวน 15,735.74 บาท 34,950.78 บาทและ34,966.41 บาท ตามลำดับส่วนดอกเบี้ยและเบี้ยปรับคิดอัตราเดียวกันกับจำเลยที่1 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทย์ด้วย

     โอ้! นี่มันอะไรกันกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพในการศึกษา เป็นการสร้างคน สร้างชาติหรือว่ากองทุนสร้างโอกาสเพื่อหาผลกำไรให้กองทุนใหญ่โตขึ้นไปเหมือนธุรกิจสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ และเมื่อยิ่งได้ดูสัญญากู้ยืมเงิน,สัญญาค้ำประกัน และหนังสือให้ความยินยอม พบว่านายนายสราวุฒิ ปิยะ กู้เงินกองทุนฯตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษา เมื่อปี พ.ศ.2542 จำนวนเงิน 14,400 บาท เป็นค่าบำรุงการศึกษาตามที่สถานศึกษาเรียกเก็บภาคเรียนละ 1,200 บาทและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพระหว่างศึกษาจ่ายรายเดือนๆละ1,000 บาท กู้ครั้งที่2 ปี พ.ศ.2545 เรียนระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวนเงิน 32,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา(ค่าลงทะเบียน) ภาคเรียนละ 1,000 บาทและค่าใช้จ่ายรายเดือนๆละ 2,500 บาท อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อปี พ.ศ.2545 คนสงขลามาเรียนรามคำแหงมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนๆละ 2,500 บาท และครั้งที่3 ปี พ.ศ.2546 กู้ได้เท่ากันกับปี พ.ศ.2545 รวมกู้ 3 ครั้งเป็นเงิน 78,400 บาท ทนายกองทุนบรรยายฟ้องเงินต้น ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับน่ากลัวเหลือเกินสำหรับคนไทยชั้นสองที่รู้น้อย เข้าใจยาก คงเป็นเช่นเดียวกันอีกหลายๆแสนครอบครัว

     พักหนี้ กยศ. ชะลอการดำเนินคดีฟ้องร้องกับลูกหนี้คงไม่มีประโยชน์ถ้าจะมีใครสักคนไถ่โทษที่บุตรหลานชำระเงินกองทุนฯไม่ได้ด้วยวิธีการที่ไม่มีใครคาดคิด แล้วเมื่อวันนั้นมาถึงผู้มีอำนาจในวันนี้คิดปลดหนี้กองทุน “กยศ.” คงไม่พอทำให้ได้ใจคนจน เช่นกันถ้าผู้มีอำนาจวันนี้สั่งปลดหนี้กองทุน “กยศ” คงพอให้คนไทยอีกหลายแสนคนหัวใจยิ้มได้...

ความเห็นเกี่ยวกับบทความนี้

ร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับบทความนี้

ความเห็น
โดยคุณ